
*สัมภาษณ์วันที่ 4 กันยายน 2564
ประวัติศาสตร์ฟองสบู่ Tulip
เริ่มขึ้นในยุครุ่งเรื่องของอัมสเตอร์ดัม มีการซื้อขายหัวทิวลิปสายพันธุ์ Semper Augustus เป็นสายพันธุ์พิเศษที่หายาก เนื่องจากดอกจะมีลักษณะเป็นด่างจากไวรัส ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวยในขณะนั้น แต่การจะซื้อขายได้มีความพิเศษคือ ต้องรอให้ดอกเหี่ยวก่อนจึงจะเกิดหัวทิวลิปซึ่งเป็นส่วนที่คนนำมาซื้อขาย ดังนั้น จึงต้องมีการเซ็นสัญญาและวางเงินมัดจำไว้ เป็นจุดกำเนิดของ ‘Futures Contract’ ขึ้น
ต่อมามีเศรษฐีหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมายจากความรุ่งเรื่องในสมัยนั้น คนสนใจซื้อหัวดอกทิวลิปมากขึ้น เกิดการขายสัญญาต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่ยังไม่ได้รับหิวทิวลิป จนกระทั่งในปี 1637 หัวทิวลิป Semper Augustus ราคาแพงมาก จนหนึ่งหัวสามารถซื้อถนนได้ทั้งถนน และมีการซื้อขายเก็งกำไรมากขึ้นจนในที่สุดเกิดเป็นตลาด Futures Exchanges
Trigger ที่ทำให้ราคาหัวดอกทิวลิปร่วงหนัก
แต่เดิมการเซ็นสัญญาต้องวางเงินมัดจำไว้เต็มจำนวนก่อนมีการส่งมอบ แต่ต่อมา ได้มีการตั้งเป็นกลุ่มเฉพาะที่ดูแลการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าหัวทิวลิป และได้มีการเปลี่ยนเป็นการจ่ายเงินมัดจำเหลือแค่ 2.5% ส่วนที่เหลือจะจ่ายตอนมีการส่งมอบแล้ว ซึ่งทำให้ Risk Reward Ratio เปลี่ยนไป นั่นคือจ่ายเงินนิดเดียว แต่สามารถทำกำไรจำนวนมากได้ทันที
ต่อมาก็เริ่มมีการให้กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ปั่นราคากันเองเพื่อทำให้ราคาสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงจุดที่ Demand เริ่มชะลอตัว เพราะราคาขึ้นสูงเกินไป และเนื่องจากในตลาด หลายคนนำเงินจากการกู้ยืมมาใช้ซื้อสัญญาล่วงหน้า เมื่อ demand ชะลอตัว ทำให้ผู้ขายต้องยอมขายขาดทุนเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ ทำให้ราคาลดลงอย่างรวดเร็ว และเริ่มเกิดความไม่มั่นใจในตลาด จนสุดท้ายก็พังทั้งตลาด
ทำไม Bitcoin ถึงไม่เหมือนวิกฤตทิวลิป
สิ่งที่เหมือนระหว่าง Bitcoin กับทิวลิปคือ การที่คนซื้อแล้วคาดหวังว่าจะขายได้ในราคาสูงขึ้นเพื่อทำกำไร แต่มีสิ่งที่แตกต่างกันอยู่ ได้แก่
1) Risk Reward Ratio
Risk Reward Ratio ของดอกทิวลิปในสมัยนั้นมีความไม่สมเหตุสมผล คือใช้เงินลงทุนเพียงนิดเดียว แต่สามารถทำกำไรเยอะ และทำกำไรได้ในทันที ขณะที่ Bitcoin มีความสมเหตุสมผลมากกว่า
2) การกู้มาเทรด (Leverage) มีการก่อหนี้จำนวนมากเพื่อนำเงินมาซื้อขายสัญญาและหัวดอกทิวลิป ในขณะที่ Bitcoin มีน้อยกว่า
3) ตลาด Tulip Futures ไม่มีมาตรฐานและความโปร่งใส
4) การใช้งานได้จริง (Utility) ดอกทิวลิปมีเพียงความสวยงามและแสดงถึงความมีฐานะ ในขณะที่ Bitcoin สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย
ซึ่งความต่างเหล่านี้เป็นกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดวิกฤตฟองสบู่ทิวลิปในอดีต และเป็นรากเหง้าของวิกฤตการเงินในปัจจุบัน
