
*สัมภาษณ์วันที่ 23 สิงหาคม 2564
ผลประกอบการหุ้น OR ช่วงเดือนมกราคม-เดือนมิถุนายนปี 2564
กลุ่มธุรกิจน้ำมัน ยังถือเป็นสัดส่วนรายได้หลักของหุ้น OR โดยมีสัดส่วนรายได้ที่ 91% และสัดส่วน EBITDA ที่ 78.9% ในขณะที่ธุรกิจ Non-Oil คิดเป็นสัดส่วนรายได้ที่ 3.4% และ สัดส่วน EBITDA ที่ 3.3%
โดยเมื่อสองปีที่แล้ว OR ได้รับผลกระทบจากการ Lockdown ค่อนข้างมาก และ ปีที่แล้ว OR ได้มีการตั้งสำรองหนี้สูญการบินไทย ทำให้ดึงผลประกอบการ OR ปรับตัวลดลงมา ขณะที่ในไตรมาสสามของปีนี้ คาดว่าผลกระทบด้านธุรกิจน้ำมันจะหนักสุดในเดือนกรกฎาคมจากการ Lockdown ในขณะที่ธุรกิจ Non-Oil มีผลกระทบน้อยลงกว่าการ Lockdown รอบที่แล้ว
ปัจจัยที่ต้องจับตาดูในการวิเคราะห์หุ้น OR คืออะไร
กลุ่มรายได้ธุรกิจน้ำมัน
มีปัจจัยที่ต้องดูในการวิเคราะห์หุ้น ได้แก่
– ค่าการตลาด (Marketing Margin)
– ยอดขายน้ำมัน (Volume)
– ค่าใช้จ่ายต่อลิตร
โดยในด้านของ Margin ธุรกิจน้ำมันมี Margin ที่ประมาณ 3%-5% ซึ่งการ Lockdown ครั้งนี้ ธุรกิจน้ำมันได้รับผลกระทบมากกว่าการ Lockdown ครั้งก่อน เพราะผู้ติดเชื้อเริ่มกระจายตัวไปต่างจังหวัดมากขึ้นไม่ใช่แค่ในกรุงเทพ ทำให้ยอดขายน้ำมันลดลงทุกจังหวัด เนื่องจากคนเดินทางน้อยลงทั่วประเทศ โดยในช่วงครึ่งปีแรกนี้ มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น 30 สาขา และมีการรักษาสัดส่วนการตลาดไว้ที่ 35%-40% ในด้านการขยายไปต่างประเทศ ธุรกิจน้ำมันถือว่าเป็นยอดขายหลักของธุรกิจที่ขยายไปฟิลิปปินส์
กลุ่มรายได้ธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน (Non-Oil)
ปัจจัยที่ต้องดูในการวิเคราะห์หุ้น ได้แก่
– จำนวนแก้วที่ขายได้
– EBITDA
– Margin
โดยธุรกิจ Non-Oil มี Margin ที่ประมาณ 40% – 60% ซึ่งสูงกว่าธุรกิจน้ำมัน ทำให้อนาคตในแง่ของการเติบโตจะเป็นเรื่องของธุรกิจ Non-Oil มากกว่า โดยผลกระทบจากการ Lockdown ครั้งล่าสุดนี้มีผลกระทบน้อยกว่าการ Lockdown รอบที่แล้ว เพราะธุรกิจเริ่มมีการปรับตัวโดยมีการขายทาง Delivery มากขึ้น อีกทั้งพอห้างสรรพสินค้าปิด คนก็ไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันมากขึ้นด้วย โดยในครึ่งปีแรกมีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น 142 สาขา และในด้านแนวโน้มการขยายตัว ธุรกิจ Non-Oil จะมีการควบรวมกิจการเพื่อหา S-Curve ใหม่ ๆ ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็นยอดขายหลักของธุรกิจที่ขยายไปกัมพูชา ลาว พม่า ผ่านการร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น
